ปุ่มและคำสั่ง (Keyboard Shortcuts) เป็นทางลัดที่ช่วยให้คุณทำงานบนคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วขึ้น สามารถดู 100 คำสั่งบนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว โดยสรุปคำสั่งที่ใช้งานบ่อยและมีประโยชน์ที่สุดมีดังนี้
ปุ่มและคำสั่งต่างๆ
ปุ่มและคำสั่ง (Keyboard Shortcuts) เป็นทางลัดที่ช่วยให้คุณทำงานบนคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วขึ้น สามารถดู 100 คำสั่งบนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว โดยสรุปคำสั่งที่ใช้งานบ่อยและมีประโยชน์ที่สุดมีดังนี้
พิมพ์สัมผัส
การฝึกพิมพ์ โดยเฉพาะการพิมพ์สัมผัส (Touch Typing)
ช่วยเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการทำงาน ทำให้ประหยัดเวลา ลดอาการเมื่อยล้าจากการมองแป้นสลับจอ และสร้างความจำกล้ามเนื้อให้พิมพ์ได้โดยไม่ต้องมองแป้น เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) และสร้างความได้เปรียบในสายงานอาชีพ
Scratch
โปรแกรม Scratch (สแครช)
คือ ภาษาโปรแกรมมิ่งแบบภาพ (Visual Programming) ที่พัฒนาโดย MIT Media Lab ใช้การลากและวางบล็อกคำสั่งกราฟิก (Block-based) แทนการพิมพ์โค้ด ทำให้ผู้เริ่มต้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุ 8-16 ปี สามารถสร้างสรรค์เรื่องราว เกม แอนิเมชั่น และงานศิลปะแบบโต้ตอบได้ง่ายๆ พร้อมทั้งเรียนรู้หลักการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านชุมชนออนไลน์ที่สามารถแบ่งปันและต่อยอดผลงานได้.
ดาวน์โหลด โปรแกรม scratch (สำหรับเครื่องที่ไม่มีโปรแกรมนี้)
การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์นำเสนองาน
๐ การจัดเก็บสารสนเทศ
- คำนิยามของการจัดเก็บสารสนเทศ
- ประโยชน์ของการจัดเก็บสนเทศ
ของ เดวิด เค. เบอร์โล (David K.Berlo) ซึ่งหมายถึง
S (Source) คือผู้ที่ทำหน้าที่ส่งสาร
M (Message) คือสาร หรือข้อมูลข่าวสาร (Information)
C (Channel) คือช่องทาง หรือสื่อ (Media)
R (Receiver) คือผู้รับสาร
(Encoding & Decoding) ของผู้รับและผู้ส่ง (Source & Receiver) ให้สามารถเข้าถึงสิ่งที่เราสือให้ถึงผู้รับ
ให้นักเรียน เรียนรู้แบบบทบาทสมมติเล่นเป็นหน้าที่ต่างๆโดยอางอิงจากหลักการดังกล่าว โดยฟังคำสั่งจากครูผู้สอนในคาบเรียน (แต่ละห้องเรียนอาจไม่เหมือนกัน)
แบบฝึกหัด
1. จงให้คำนิยามคำว่า การจัดเก็บสารสนเทศ และ ประโยชน์ของการจัดเก็บสนเทศ
2. ยกตัวอย่างหลักการ SMCR อย่างง่าย สั้นๆได้ใจความ มา1ตัวอย่าง
๐ ข้อมูล สารสนเทศ
- กระบวนงาน ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล
คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ เกิดจากการนำคำว่า เทคโนโลยี และ
สารสนเทศมารวมกันจะ ได้ เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยี + สารสนเทศ = เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยี (Technology)
หมายถึง วิธีการปฏิบัติ ที่มีการจัดลำดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง เป็นต้น
สารสนเทศ (Information)
หมายถึง ข้อมูลดิบ ที่ได้ผ่านการประมวลผล จากคอมพิวเตอร์มา แล้ว คือผ่านการคำนวณ การจัดเรียง การเปรียบเทียบ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อผู้ที่์์์์ี่ เกี่ยวข้องได้
เมื่อนำคำว่า "เทคโนโลยี" และ "สารสนเทศ"มารวมกัน
เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงหมายถึง วิธีการปฏิบัติที่มีการจัดลำดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่มีการนำคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสำหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ โดยนำข้อมูลป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ และทำการประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
๐ การประมวลผลข้อมูล
- การประมวลผลข้อมูลในชีวิตประจำวัน
- การประมวลผล, ระบบสาระสนเทศ
ให้นักเรียนหาข้อมูลของเพื่อน จำนวน 5 คน และนำมาทำเป็นสารสนเทศ นำเสนอครู
สร้างตารางสอบถามข้อมูลดังนี้
1. ชื่อ นามสกุล
2. ความถนัด (ความสามารถพิเศษ)
3. อายุ
4. ที่อยู่
5. เงินค่าขนม (วันละ)
ชื่อ
นามสกุล
|
ความถนัด
|
อายุ
|
ที่อยู่
|
เงินค่าขนม
|
Emerald
Warden
|
ล่าสัตว์
|
101
|
ป่า Legion
|
562
|
Ravenor
|
ซ่อมไฟ
|
360
|
ภูเขา Hellbourne
|
550
|
เมื่อหาข้อมูลได้แล้วจงหาคำตอบต่อไปนี้
1. หาค่าเฉลี่ยค่าขนมของเพื่อนว่าเท่าไหร่
2. ใครอยู่ใกล้จากโรงเรียนมากที่สุด
3. ชื่อของใครมีตัวอักษรมากที่สุด
4. เพื่อนในกลุ่ม5คนใครมีความสามารถด้านกีฬา
๐ การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในองค์กร
การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในองค์กร
- ประเภทของคอมพิวเตอร์
*คำแนะนำ
ย่อตามหรือย่อใหม่ตามความเข้าใจของผู้เรียนเอง
ออกสอบ
อ่านอย่างเดียว
ให้นักเรียนชมคลิปประกอบการเรียน
คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้ จะพบว่ามีหลายประเภทหลายแบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ แต่ถ้าต้องการแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ตามการสร้างแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
• ดิจิตอล (Digital Computer)
• อนาลอก (Analog Computer)
• ผสม (Hybrid Computer)
สำหรับการแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้น มักจะดูจากลักษณะการทำงานมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ซึ่งอาจจะดูจากประเภทของข้อมูลที่รับเข้ามาประมวลผลว่าเป็นข้อมูลชนิดใด นอกจากนั้นยังดูถึงการเก็บข้อมูล การแสดงข้อมูล และการนำไปประยุกต์ใช้งานอีกด้วย สำหรับการทำงานและข้อแตกต่างของคอมพิวเตอร์ทั้ง 3 ประเภท มีดังนี้
ดิจิตอล (Digital Computer)
1.คอมพิวเตอร์ชนิดดิจิตอล (Digital computer) คอมพิวเตอร์ชนิดดิจิตอลเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการคำนวณโดยการนับจำนวนโดยตรง ข้อมูลที่นับได้จะเก็บเป็นรหัสตัวเลขฐาน 2 คือ มีเลข 0 กับเลข 1 การประมวลผลจะทำงานต่อเนื่องกันไป และมีการเก็บข้อมูลไว้ให้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับงานที่นำไปใช้ด้วย เช่น ใช้ในการจองสายการบิน การควบคุมการยิงขีปนาวุธ การพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
อนาลอก (Analog Computer)
2. คอมพิวเตอร์ชนิดอนาลอก (Analog Computer) คอมพิวเตอร์ชนิดอนาลอกเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดยการรับข้อมูลแบบวัดจำนวนที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะนำข้อมูลที่วัดได้มาแปลงเป็นค่าตัวเลข เช่น การวัดอุณหภูมิของอากาศ การวัดแรงดันไฟฟ้า การวัดความดังของเสียงเครื่องยนต์ การวัดปริมาณอากาศที่เป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งผลจากการวัดที่ได้จะมีความละเอียดค่อนข้างมาก จึงเหมาะกับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และทางด้านคณิตศาสตร์ เนื่องจากงานเหล่านี้จะต้องใช้ค่าตัวเลขที่ละเอียด มีจุดทศนิยมหลายตำแหน่ง
Analog Computer
ผสม (Hybrid Computer)
3. คอมพิวเตอร์แบบผสม (Hybrid Computer) คอมพิวเตอร์แบบผสม เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำลักษณะการทำงานแบบดิจิตอลและแบบอนาลอกมาผสมกัน ลักษณะการทำงานของคอมพิวเตอร์แบบนี้จะมีการรับข้อมูลเข้าเครื่องหรือมีการแสดงผลข้อมูลออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นคอมพิวเตอร์แบบนี้ยังมีความสามารถในด้านการคำนวณที่ถูกต้องแม่นยำ และสามารถทำงานตามโปรแกรมที่ซับซ้อนได้ สำหรับงานที่จะใช้คอมพิวเตอร์แบบผสม หรือไฮบริดนั้น มักจะเป็นงานเฉพาะด้าน เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ การฝึกนักบิน ใช้ในการควบคุมการทำงานด้านอุตสาหกรรม หรืออาจจะใช้ในวงการแพทย์ เป็นต้น
Hybrid Computer
ขนาดของคอมพิวเตอร์
การแบ่งคอมพิวเตอร์ออกตามขนาดนั้น ไม่ได้แบ่งว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก แต่จะแบ่งจากขนาดของหน่วยความจำและอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับและแสดงข้อมูล ดังนั้นการที่จะเลือกคอมพิวเตอร์ขนาดใดมาใช้งานนั้น จะต้องคำนึ่งถึงงานด้วยว่า มีความซับซ้อน ยุ่งยาก ต้องใช้หน่วยความจำในการเก็บข้อมูลมากหรือไม่ ถ้าเรามีการเลือกขนาดคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานแล้ว งานที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพสูงและได้ผลรวดเร็ว ถูกต้อง ขนาดของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ขนาดดังนี้
1. ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสามารถประมวลผลได้เร็วที่สุด ซึ่งส่วนมากแล้วจะผลิตมาใช้กับงานเฉพาะด้านเท่านั้น เช่น งานทางวิทยาศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องมีการคำนวณมาก งานออกแบบเครื่องบิน งานวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดนี้จะมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก ดังนั้นจึงมีใช้ไม่แพร่หลายมากนัก
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Miainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเร็วในการทำงานและมีหน่วยความจำสูงมาก เหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร
3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดรองลงมา มีขนาดหน่วยความจำน้อยกว่า 2 แบบแรก แต่ก็มีความรวดเร็วในการประมวลผลสูง Minicomputer เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดกึ่งกลาง ระหว่างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและเมนเฟรม ( แต่คำนี้ไม่มีการใช้แล้ว) โดยทั่วไป minicomputer (มินิคอมพิวเตอร์) มักจะเป็นคอมพิวเตอร์เดี่ยว (ระบบคอมพิวเตอร์กับ เทอร์มินอลและอุปกรณ์อื่น) ขายให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง สำหรับโปรแกรมประยุกต์ธุรกิจโดยทั่วไป และองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับการทำงานระดับแผนก ในช่วงใกล้ ๆนี้ มินิคอมพิวเตอร์ได้ปรับเป็น "mid-range-server" (เครื่องแม่ข่ายขนาดกลาง) และส่วนเป็นของเครือข่าย เช่น IBM AS / 400 e
4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็มีประสิทธิภาพสูง ปัจจุบันเป็นเครื่องที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา ราคาไม่แพง สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายและสะดวก บางรุ่นมีลักษณะเป็นกระเป๋าหิ้วหรือที่เรียกว่า Note Book สามารถพกพาได้ สำหรับงานที่จะใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนมากแล้วจะเป็นงานไม่ใหญ่มาก เช่น งานในสำนักงานทั่วไป งานเก็บข้อมูลต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาออกแบบหลายแบบหลายรุ่น เพื่อให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้และมีการพัฒนารุ่นต่าง ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา
Micro Computer

แบบฝึกหัด
1. ให้นักเรียนอธิบายประเภทของคอมพิวเตอร์แต่ละประเภทให้ถูกต้อง
2. เรียงลำดับขนาดของคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้อง (ใหญ่มาเล็ก)














